rutt's profilea Love Song on the Littl...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
a Love Song on the Little PlanetJuly 31 Oasisความรักมันเป็นเรื่อง ของ "ความรู้สึก" มิใช่ กายภาพ
July 19 แด่ Joker ตัวตลกผู้เย้ยหยามทุกศีลธรรรมในสังคมผ่านมาสามวัน ยังตะลึงไม่หาย
กับสิ่งที่ คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ได้ตีความแบทแมนออกมา หนักหน่วง...น่าจะเป็นคำนิยามที่เหมาะสมที่สุด
โจ๊กเกอร์ ได้ตั้งคำถามต่อ บรรทัดฐานทางสังคม
ศีลธรรมที่เราใช้บังหน้า และบังสันดานลึกๆ ข้างใต้ใบหน้า ที่โป๊ะด้วยเครื่องสำอางราคานับหมื่นของคุณหญิงคุณนายทั้งหลาย... คำถามที่ว่า...
ความดี ที่เราทุกคนเชื่อกัน มันจอมปลอม จิงหรือไม่ ถ้าในวันนึง คุณ ถูกชักจูงจนยากจะหักห้ามใจ หรือถูกบีบคั้น จนไม่มีทางออกใดๆ นอกจากต้องทำความเลว คุณ จะทำเช่นไร... ระหว่างตายไปตอนที่ยังเป็นคนดี หรืออยู่จนเห็นตัวเองเป็นคนชั่ว คุณจะเลือกอย่างไหน เมื่อสภาพสังคมไม่ได้เอื้อให้เราทำความดีมากกว่าความชั่วเลย
สภาพสังคมที่บีบให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นๆทุกวัน คนทำดี เริ่มดูแปลกแยกในสายตาคนรอบข้าง คนซื่อสัตย์ ถูกมองว่าเป็นคนโง่ หนังใช้โจกเกอร์ เย้ยหยันสังคม ได้อย่างแยบคาย
ทั้งเรื่องระบอบการปกครอง ศีลธรรม เศรษฐกิจ...สังคม ผมไม่รู้ว่า โนแลนด์ ต้องสั่งสม สิ่งต่างๆมามากแค่ไหนถึงเขียนบทที่ดีเช่นนี้ได้ แต่นอกจากบท องค์ประกอบอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ ของภาพยนต์เรื่องนี้คือ
การแสดงอันทรงพลังของ ฮีท เลเจอร์ ผู้ล่วงลับ สิ่งที่คุณได้ทิ้งไว้ น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง ผมขอคารวะด้วยใจจริงคับ เสียงหัวเราะของคุณ ที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของคนดู ภาพลักษณ์ ที่เย้ยยามทุกความเชื่อ ความดีงามว่าจอมปลอม คิดไม่ออกเลยว่าจะมีใครสร้างโจ๊กเกอรืได้ดีกว่านี้อีก สุดยอดดดด จริงๆคับ ด้วยความระลึกถึง February 01 บทรำพันจาก ดาวเทียมดวงแรกของมนุษยชาติ-----------------------------
01:01 ได้รับข้อความจากดาวเทียมดวงหนึ่ง ดาวเที่ยมที่หมดหน้าที่ของมันลงแล้ว และได้แต่โคจรอยู่เช่นนั้น
//ข้อความจาก Sputnik มีใจความว่า//
----------------------------- บนโลก ที่ไม่ได้รู้สึกถึงใคร...มานานแสนนาน ห้วงเวลาที่ล่องลอยเดียวดายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เพียงเสี้ยววินาที ที่การโคจรได้มาพบกับบางสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้น... สร้างความรู้สึกอบอุ่นให้เกิดขึ้นได้มากมายอย่างน่าประหลาด
ภาวนาให้การพบเจอในครั้งนี้ เกิดขึ้นอย่างยาวนานที่สุด เท่าที่มันจะเป็นไปได้...
อยากเอื้อมมือไปไขว่คว้า ดาวดวงนั้น ให้มาโคจรไปด้วยกัน แต่ก็ ไม่อาจกระทำได้ เพราะเชื่อว่า...แต่ล่ะชีวิตย่อมมี วงโคจร เป็นของตนเอง
เหตุผลเดียวที่เราจะโคจรร่วมกันได้ มิใช่เพราะจำเป็นต้องพบกันด้วยหน้าที่ สถานะภาพหรือการผูกมัดใดๆ แต่ควรเป็นเพราะมีเป้าหมายเดียวกัน มีความฝัน ร่วมกันมากกว่า
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรามีจุดหมายที่เดินไปด้วยกันได้ ถ้าเราไม่เรียนรู้ "กันและกัน"ผ่านวันเวลาและการพบเจอ
ผมไม่ได้อาจเอื้อมจะขอให้ เค้า เป็นคนๆนั้นหรอกคับ แค่ในปัจจุบันนี้ ก็ นับเป็นโชคดี มากมายแล้ว ที่เรายังได้พบเจอกันอยู่... ได้เรียนรู้กัน มากขึ้นๆ เชื่อว่า เมื่อเรารู้จักกันมากพอ สิ่งนั้นจะบอกกับเราเอง
ว่าควรวางตัวอยู่ในสถานะใด ว่าเราจะเป็น คนที่เดินไปพร้อมกับเค้าได้หรือไม่ ว่าจุดหมายของเค้า จะเป็นความฝันของเราได้หรือไม่ แค่หวังเล็กๆ ว่าเค้าจะเปิดใจเรียนรู้กันบ้าง มิเช่นนั้น ดาวเทียม ดวงเล็กๆ เช่นเรา ก็คงได้แต่รู้จักเค้ามากขึ้นอยู่ข้างเดียวเท่านั้นเอง... --------------------------- December 29 แด่ห้วงเวลาสมมุติที่พ้นผ่าน"1 วินาที ยาวนานเท่ากับการเปลี่ยนสถานะของอะตอมธาตุซีเซียม-133 นี่คือระบบเวลาเชิงตัวเลขที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่บัญญัติขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีระบบเงินตรา ศักดินา หรือความเชื่อของระบบวิทยาศาสตร์ และระบบการคิดแบบเดคาคต์ ทั้งหมดนี้ คงเปรียบประดุจโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ที่คอยล่ามเราๆเอาไว้ หรือบางที เราอาจจะมองเห็นโซ่นั้นได้บ้าง แม้จะไม่ชอบระบบเหล่านี้มากมายนัก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธมันได้ เรื่องราวมากมายที่ได้ผ่านพ้น ขอบคุณ ความสัมพันธ์มากมายที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปี คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม... ขอบคุณ กัลยาณมิตรมากมายที่ได้พบเจอกัน เพื่อนกันไม่ต้องเข้าใจ ก็ ห่วงใยได้จริงไหม อย่างน้อยการได้รู้จักกัน ก็ เป็นเครื่องยืนยัน ขอให้มีความสุขคับผม
December 14 ความคาดหวัง14ธันวา เวลา 5:29 AM ยังไม่อาจข่มตาให้หลับได้
สมองไม่อาจละวางความคิดมากมายที่วิ่งวนเวียนอยู่ในหัว นี่ผมเป็นอะไร...ทำไมรู้สึกเหนื่อยล้าเช่นนี้
ความโดดเดี่ยวที่แสนจะเจ็บปวด กรีดแทงลึกลงไปถึงหัวใจ นี่คงเป็นความอ้างว้างเดียวดายขั้นสมบูรณ์ ที่เกิดขึ้นกับตัวผม "ไม่อาจห้ามน้ำตาที่ซึมออกมาได้..."
เคยเชื่อว่าการดำเนินชีวิต โดยพยายามที่จะไม่คาดหวังในสิ่งรอบกาย
จะทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเจ็บปวดกับความผิดหวังมากนัก แต่ผมกลับคิดผิด... เพราะถึงผมจะไม่คาดหวังต่อผู้คนรอบกายได้จริง...
ก็ ไม่ได้แปลว่าผู้คนรอบกายจะไม่คาดหวังอะไรในตัวผม ทั้งๆที่เราเองต้องรู้จักชีวิตเราดีที่สุด และเลือกทางเดินที่เราเชื่อมั่นว่าดีที่สุดแล้ว...
แต่ก็ มีคนอีกหลายคนที่อยากตัดสินใจแทนเรา อีกหลายคนที่เชื่อว่าเค้ารู้จักชีวิตของเรามากกว่าตัวเราเอง น่าลำบากใจ ที่ไม่อาจหาคำพูดใดๆ มาลดทอนความคาดหวังของผู้คนเหล่านั้นลงไปได้ ขอบคุณที่หวังดีคับ ผมน้อมรับด้วยความจริงใจ
แต่บางสิ่งที่ พวกคุณคาดหวังนั้น ผมมิอาจปฏิบัติได้ เพราะถ้าผมทำเช่นนั้น ผมจะไม่หลงเหลือตัวตนของผมบนโลกใบนี้อีกแล้ว จะเหลือก็แค่เพียง..."เครื่องจักร"ที่วิ่งวนอยู่ในโลกทุนนิยมเท่านั้น ไร้ความฝัน และจบชีวิตลงโดย มิได้ฝากสิ่งใดไว้ให้ผู้คนระลึกถึง เมื่อเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้
สิ่งเดียวที่พอทำได้คงเป็นการเรียนรู้และทำความเข้าใจในเหตุผลของสิ่งต่างๆ เข้าใจเพื่อปล่อยวางและเจ็บปวดให้น้อยที่สุดจากความคาดหวังของผู้อื่น หรือบางที ความเจ็บปวดเหล่านี้จะเกิดจากความคาดหวังของตัวผมเอง
ที่คาดหวังว่าสังคมจะไม่คาดหวังในตัวผม คาดหวังว่าสังคมจะไม่ซ้ำเติมผู้ที่แตกต่าง... ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น
ผมยิ่งควร "ศรัทธาในตัวเอง"ให้มากยิ่งขึ้น และพยายาม "ปล่อยวาง" ความคิดเรื่องรอบกายที่มิอาจควบคุมได้ให้สิ้นไป ให้ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเลือกเดินนั้น ผลักดันเราให้ข้ามผ่านราตรีกาลอันยาวนานนี้ ข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งความมืดมนอนธกาลไปสู่อรุโณทัยของวันใหม่ที่สดใสให้ได้ ตราบที่ยังมีลมหายใจ
ผมจะใช้ทั้งชีวิตนี้เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของผมให้ได้ใน"สักวัน" ---------------------------------------------
การเขียนบางครั้งก็ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่่อ่อนล้าได้ดีกว่าที่คิด...
ผมเพิ่งตระหนักได้ ว่าแม้จะไม่มีใครเข้าใจ
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีใครห่วงใยเรา... ขอบคุณกัลยาณมิตรที่ได้พบกันบนโลกใบนี้
ขอบคุณการพบเจอและโชคชะตาที่ทำให้เราได้สนทนา และเปลี่ยนแปลงจากเพื่อนร่วมโลกเป็นคนรู้จัก ขอบคุณคนหนึ่งคนที่ยินดีรับฟังเมื่อมีปัญหา
ถึงดูเหมือนผมจะไม่ได้บ่นอะไรไปทั้งหมด หรือบางครั้งอาจไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ... แต่เพียงแค่นี้ก็มีคุณค่ามากมายแล้วคับ
เพราะอย่างน้อย มัน ก็ทำให้รู้ว่า เราไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ในห้วงจักรวาลนี้ ขอให้"คุณ"มีความสุข...
---------------------------------------------
ขออนุญาต Shut Down ตัวเองซัก ครึ่งเดือน! นะคับ
ไปล่ะ TC* November 15 a Lovesong on the Little Planet
วันศุกร์ที่ผ่านมา ผมไปงานแต่งงานมาคับ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกันนะ ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในความรักนะ อาจเพราะความรู้สึกของ ผมไม่เคยเดินทางไปจนถึงจุดนั้น อาจเพราะผมยังไม่เคยพบคนที่มีทางเดินชีวิตร่วมกันได้จริง ผมได้แต่หวังว่าจะเจอคนๆนั้น ในสักวัน...
หลายทฤษฎี บอกว่า ความรัก โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองไม่ได้สนใจหรอกว่า รักคือสิ่งใด แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า ถึงแม้จะอธิบายไม่ได้ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านแทรกซึม ลึกเข้าไปในหัวใจ ความรักทำให้เราเข้มแข็งและข้ามผ่านอุปสรรค ได้นานับประการ แต่ว่า... ในบางห้วงขณะ ความรัก ก็ทำให้เราเปราะบางยิ่งนัก แต่ไม่ว่าอย่างไร...การสูญเสีย
เมื่อเริ่มมี ความรัก ผมพยายามเตือนตัวเองเสมอ ว่า มันเป็นนิยามของ ความรักในอุดมคติ สุดท้ายในวันนึงที่ผมต้องสูญเสียคนรักไป การอยู่ร่วมกันตราบชั่วนิรันดร์ เป็นจริงได้เพียงในจินตนาการเท่านั้น นั่นจึงอยู่ที่ว่าเราจะเตรียมใจ ยอมรับการจากลาที่จะเกิดขึ้นได้ดีขนาดไหน
แต่เรายังสามารถมีความสุขได้เฉกเช่นเดิม "ความรัก"ที่เคยมี จะไม่จากเราไปไหน เพราะในโลกนี้ คนๆเดียวที่ทำให้เราสูญเสียความรักที่เรามีไปได้
-------------------------------
ปล.ภาพประกอบจากงานอนิเมชั่นชิ้นใหม่ของผมเองคับ August 26 Once Upon a Timeในช่วงเวลาหนึ่ง...
จุดเล็กๆจุดหนึ่งบนมิติของกาลอวกาศ
อันไร้ที่สิ้นสุด
ผมกำลังจะตกเหว...
หลายๆสิ่ง หลายๆอย่างในชีวิต บีบให้รู้สึกเหมือนกับจะเจอทางตัน ยิ่งพยายามหลุดให้พ้นจากโลกทุนนิยมเท่าไหร่ แสงไฟที่คอยนำทางเริ่มมืดลง หลับตาลง... ถึงแม้ว่าเป้าหมายที่ต้องไปนั้น แต่บางขณะจิต ด้วยความที่ยังเป็น
แล้วในความมืดมิดนั้น ก็พลันรู้สึกได้ถึงบางอย่าง... บางสิ่งที่เกือบจะสูญหายไป บางสิ่งที่ถูกระบบ สังคมกรัดกร่อนจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เหตุผลของการดำรงอยู่ ที่เคยหลงลืมไป
* ลืมตาขึ้นอีกครั้ง น่าจะเป็นเช่นนั้น ผมเพ่งจ้องมองหนทางที่จะเดินต่อ เบื้องหน้ามีเพียงขวากหนาม ชีวิตคือ ทางเลือก หรือยึดมั่นในตัวตนที่ไตร่ตรองดีแล้วว่าเราเป็นเช่นนั้น ผมเลือกอย่างหลัง... ไม่อาจบอกได้ว่าเลือกอย่างไหนถูก ผิด สยายปีกแห่งความฝัน ศรัทธาในตัวตนจะนำทางเราไปได้ถึงไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือ
--------------------------- |
|||||
|
|